กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ธุรกิจ งาน / ทำอย่างไรกับกลิ่นสาบในปลา
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 12 เมษายน 2019, 09:11:42 AM »
เรื่องของปัญหาหลักหนักใจในการเลี้ยงปลาดุกหรือว่าปลาชนิดไหนก็ตาม ปัญหาเรื่องของกลิ่นที่สาปติดตัวปลาแล้วนั้นยังมีเรื่องของต้นทุนอาหารที่สูง แต่นอกจากเรื่องของต้นทุนอาหารเราอาจจะจัดการในการที่จะแก้ไขได้โดยการทำการหาอาหารเลี้ยงเอง จะช่วยลดต้นทุนได้ แต่ในเรื่องของการลดกลิ่นสาปโคลนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เกษตรกรมือใหม่ยังทำไม่เป็นเนื่องจากว่าไม่มีประสบการณ์นั้นเอง
กลิ่นสาปกลายเป็นปัญหาทางด้านการตลาดที่สำคัญมาก ทำให้ราคาตก ถูกกดราคาปลาหน้าเขียง โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงเพื่อที่จำหน่ายกับลูกค้าประจำหรือว่าเลี้ยงเพื่อการบริโภคแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อที่ ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพถูกใจผู้บริโภคนั้นเรื่องของกลิ่นสาบในปลานั้นเกิดจากกลิ่นโคนในการปลาที่เลี้ยงในบ่อดินไม่ใช่ใน กระชังปลา นั้น มันมีวิธีการ ลองมาดูก่อนว่ากลิ่นสาปมันเกิดจากอะไร
1. ในบ่อดินที่ใช้ในการเลี้ยงปลาดุกนั้นมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอยู่จำนวนมาก เนื่องจากว่ามีสูตรการปรับน้ำเลี้ยงปลา โดยการใช้มูลสัตว์ร่วมกับปุ๋ยยูเรียในบ่อปลาในปริมาณมาก
2. เกษตรกรให้อาหารปลามากจนเกินจำนวนโดยลืมคิดไปว่าปลาบางชนิดกินอาหารไม่เยอะ
3. เกิดการไหลเข้ามาช่วงหน้าในทำให้มีเศษซากพืชซากสัตว์ตกค้างอยู่ในบ่อ
4. อาหารที่ใช้ในการที่จะเลี้ยงปลาบางสูตรนั้นมีส่วนผสมของไขมันมากไป
5. จนส่งผลให้เกิดสาหร่ายสีเขียมแกมน้ำเงินขึ้นตามามาก
การกำจัดกลิ่นเหม็นสาบในบ่อปลานิล
กลิ่นที่พบมากในปลาดุกนั้น โดยเฉพาะที่เลี้ยงในบ่อดิน จะมีทั้งกลิ่นสาบหรือกลิ่นโคลนซึ่งกลิ่นโคลนในตัวปลาเกิดขึ้นเนื่องจาก  ปลาดูดซับสารละลายชนิดหนึ่งในน้ำ  เรียกว่า  จีออสมิน เข้าไปทางเหงือก  เข้าไปสะสม ซึ่งอาจจะเกิดจากอาหารการกินที่ใช้ในการเลี้ยงปลานิลด้วย เช่น อาหารที่ไม่มีคุณภาพและมีปริมาณมากจนเกินไป
วิธีการแก้ไขง่ายนิดเดียวเพียงนำปลาไปใส่ไว้ในน้ำสะอาดและงดให้อาหารเป็นเวลา 7 วัน ที่อุณหภูมิน้ำพอที่เหมาะสมคือ  24  องศาเซลเซียส  กลิ่นโคลนหมดไปจากตัวปลาเร็วขึ้น  แต่ข้อเสียคือ ปลาอาจจะสูญเสียน้ำหนักไปประมาณ 5-12 เปอร์เซ็นต์
2
โรคไตนั้นเป็นโรคที่ผู้ป่วยเป็นกันมากเนื่องจากไตทำงานหนัก ทำให้ผู้ป่วยหลายรายจะต้องฟอกไตเป็นประจำ จึงพยายามในการที่จะหาทางในการที่จะทำการรักษามาโดยตลอดเช่นกันทำให้ได้เชื่อในเรื่องของการโฆษณาถึงสรรพคุณของยาสมุนไพรหลายชนิดว่าสามารถรักษาโรคไตเรื้อรังให้ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นปกติได้ และสามารถที่จะใช้ยาสมุนไพรร่วมกันกับการใช้ยาแพทย์ปัจจุบันในการที่จะรักษาโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ดังนั้นทำให้หลายต่อหลายคนไม่มั่นใจว่าทานได้จริงหรือไม่และสามารถที่จะรักษาโรคไตได้ไหม
สมาคมโรคไตแห่งประเทศได้ออกมายืนยันว่าในปัจจุบัน ยังไม่มีสมุนไพรชนิดหรือตำรับใดได้รับการบรรจุไว้ใน.oบัญชียาหลักแห่งชาติ ว่าสามารถที่จะทำการรักษาโรคไต การใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคไตได้อย่างมั่นใจจึงยังไม่มี
อันตรายของยาสมุนไพรที่มีต่อไต
ยาสมุนไพรส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าสามารถที่จะใช้ในการที่จะรักษาโรคไตได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่เสียเงินแพงๆในการที่จะหาซื้ออาหารเสริม หมอเส็ง มารับประทานนั้นอาจจะต้องระวังและทำการปรึกษากับแพทย์ประจำตัวเสียก่อน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมันมีมากมายหลากหลายยี่ห้อดังนั้นควรระวังสรุป การใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อรักษาโรคไตหรือรักษาโรคร่วมอื่นๆ ที่พบในผู้ป่วยโรคไตนั้น ยังไม่มีข้อมูลในการที่จะรองรับความมั่นใจในการที่จะใช้งานได้และสุดท้ายอาจจะก่อให้เกิดผลเสียกับไตและร่างกายของเราได้ ดังนั้นเมื่อทานแล้วเสี่ยง จึงควรหลีกเลี่ยงการทานจะดีกว่ารอให้ผลการวิจัยทางวิชาการออกมาก่อนจะดีมากที่สุด รอให้มีข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคไตเสียก่อน
พืชหรือสมุนไพรอีกหลายประเภท นั้นมีความเสี่ยงในการที่จะใช้กับผู้ป่วยโรคไตมาก เช่น
- มะเฟือง จะมีกรดออกซาเลตไปจับกับแคลเซียมที่ไต การรับประทานสุดท้ายจะส่งผลให้ไตวายเฉียบพลันได้
- โกฐน้ำเต้า ตะลิงปลิง ป่วยเล้ง และ แครนเบอรี่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็มีปริมาณกรดออกซาเลตอยู่มากดังนั้นหากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดนิ่วในไต ไตทำงานผิดปกติ ทำงานหนัก
- ไคร้เครือ หากรับประทานในปริมาณมากๆ  จะทำให้เกิดไตวายและเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
3
อาหาร / สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2019, 08:26:55 AM »
ถ้าให้พูดถึงเรื่องการดูแลผิวแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหากวนใจมากที่สุดสำหรับทุกคนคงหนี้ไม่พ้นเรื่องความหย่อยคล้อยเมื่ออายุมากขึ้น เพิ่มขึ้นด้วยริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ ซึ่งปกติแล้วผิวของเราจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของทุกคน ด้วยเป็นกลไกในร่างกายของเราที่คอลลาเจนจะมีการผลิตขึ้นมาน้อยลง ส่งผลให้ผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอยและรวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมลงเร็วขึ้นด้วย จึงทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยได้เช่นเดียวกันถ้าไม่ระวังหรือดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น เราควรทำความเข้าในเกี่ยวสาเหตุของปัญหาผิวที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและ
   1. สภาวะแวดล้อมรอบตัว ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะมลภาวะร้าย อย่างควันจากท่อไอเสีย ฝุ่นละออง หรือแม้แต่ควันบุหรี่และหากได้รับมันในปริมาณมากจนเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย ก็จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายผิดปกติ โดยเฉพาะการผลิตคอลลาเจน ซึ่งเป็นตัวการเร่งให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยก่อนวัย สำหรับใครที่ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องการดูแลผิวเท่าที่ควร คิดว่าปล่อยไปตามธรรมชาติอย่างนี้ดีแล้ว แต่ความจริงก็คือ ไม่ว่ายังไงก็ต้องดูแลผิว ไม่ควรปล่อยปะละเลยตามธรรมชาติเด็ดขาด เพราะอย่างที่แสงแดดและมลภาวะต่างๆ ในชีวิตประจำวัน คอยทำร้ายผิวหน้าทุกวัน หากไม่ทำการฟื้นฟูผิวหน้าแล้วล่ะก็ ผิวก็จะโดนทำร้ายไปเรื่อย ๆ จนผิวหย่อนคล้อย ดูแก่ก่อนวัย
   2. แสงแดดเป็นสาเหตุให้ผิวมีความหมองคล้ำ และเกิดปัญหาผิวตามมามากมาย ไม่ว่าใครก็ไม่ชอบที่จะสัมผัสกับแสงแดด  เพราะนอกจากจะทำให้ร้อนจนเหงื่อตกแล้ว ยังส่งผลเสียต่อผิวของเราอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะในแสงแดดมีรังสี UV ที่สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังได้ ซึ่งจะไปกระตุ้นการสร้างสารอนุมูลอิสระไปทำลายคอลลาเจน อีลาสตินและเซลล์ผิวชั้นใน ส่งผลให้ผิวหน้าของเราหย่อนคล้อยก่อนวัย เกิดริ้วรอยได้ง่าย นอกจากป้องกันผิวจากแสงแดดแล้วสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกวันคือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงผิว เพื่อช่วยให้ผิวนั้นกระชับ คืนความชุ่มชื่นให้กับผิว เช่น ผลิตภัณฑ์ liv white diamond ที่มีส่วนในการช่วยปกป้องผิว ดูแลผิวให้สดใส กระชับ รวมถึงช่วยลดริ้วรอย ความหมองคล้ำได้เป็นอย่างดี
   3. ปัญหาสุขภาพและความเครียด ส่งผลกับสุขภาพผิวได้เช่นกัน โดยเฉพาะความเครียดนั้นนอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพแล้วยังไม่ดีต่อสุขภาพผิวของเราอีกด้วย ถ้าเป็นไปได้เลี่ยงได้ให้เลี่ยงเลย เพราะเมื่อเวลาที่เราเครียดจะส่งผลต่อร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีส่วนช่วยให้ผิวเต่งตึง เรียบเนียน ควบคุมความชุ่มชื่นของผิว ตลอดจนขับของเสียจากรูขุมขน หากมีความเครียดก็จะขัดขวางไม่ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผิวเสื่อมสภาพลงได้อย่างง่ายดาย
4
ธุรกิจ งาน / การเลี้ยงปลาในหน้าแล้ง ควรทำอย่างไร
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 16 ธันวาคม 2018, 08:52:49 PM »
แม้ว่าประเทศไทยของเรานั้นจะมีความสมบูรณ์ แต่ในบางพื้นที่ก็อาจประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรืออาจประสบปัญหาภัยแล้งได้ในบางโอกาส ผู้ที่ทำอาชีพหรือมีส่วนเกี่ยวข้องจึงต้องหาวิธีรับมือให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถดำเนินตามวิถีของตนไปได้
เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในฤดูแล้ง หรือในช่วงที่สภาพอากาศแล้ง ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำควรเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ หาวิธีการป้องกันแก้ไข เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังและบ่อดิน โดยสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1. จัดทำร่มเงาบริเวณกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำ
2. ลดการให้อาหารลง 10-20%
3. ติดตั้งเครื่องพ่นน้ำลงในกระชังเลี้ยงปลา หรือเดินท่อเติมอากาศให้กับปลาที่เลี้ยงในกระชังโดยตรง
4. คัดเลือกสัตว์น้ำที่ได้ขนาดออกจำหน่าย
5. ไม่ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำหนาแน่นเกินไป
6. ในช่วงระหว่างนี้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ควรหลีกเลี่ยงการปล่อยลูกพันธุ์สัตว์น้ำชุดใหม่ หรือจำกัดปริมาณ
7. จัดเรียงกระชังให้มีกระแสน้ำไหลผ่านมากที่สุด
8. ควรหมั่นตรวจตรากระชังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้แก้ไขหรือรักษาได้ทันท่วงที
เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดิน
ส่วนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดิน สามารถจัดการได้ดังนี้
1. ควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด
2. จัดเตรียมแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มเติม
3. ลดปริมาณให้อาหารสัตว์น้ำลง
4. คัดสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นจำหน่ายหรือบริโภค
5. เพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ
6. ปรับสภาพดินและคุณสมบัติของน้ำ เช่น น้ำลึก 1 เมตร ใส่ปูนขาว 50 กก.ต่อไร่ ถ้าบ่อมีตะไคร่น้ำหรือแก๊สมากเกินไป ควรใส่เกลือ 50 กก.ต่อไร่
7. ตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำ ควรงดการสูบน้ำจากแหล่งธรรมชาติเข้าบ่อโดยตรง
8. ปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในปริมาณที่หนาแน่นน้อยกว่าปกติ
9. งดเว้นการขนถ่ายสัตว์น้ำ
10. วางแผนการเลี้ยง หากแหล่งน้ำสำรองน้อยให้จำกัดปริมาณ
11. ตรวจตราสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ
12. ถ้าพบปลาตายเป็นจำนวนมากผิดปกติให้รีบแจ้งสำนักงานประมงใกล้บ้านท่านให้ทราบโดยด่วน
ไม่ว่าจะเลี้ยงปลาในกระชังปลา กระชังบก หรือบ่อดิน ก็จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยแล้งอย่างถูกวิธีอยู่เสมอด้วยนะคะ ก็จะสามารถเลี้ยงปลาได้เกิดประสิทธิภาพในทุกฤดูหรือทุกช่วง
5
เมื่อเราจะต้องเดินทางไปที่ไหนสักแห่งและต้องการความสะดวกสบาย กระเป๋าที่เรานึกถึงในการจัดสัมภาระและพกพาไปนั้น ก็คงจะเป็นกระเป๋าที่สามารถพกพาได้สะดวก และคล่องตัว ซึ่งกระเป๋าเดินทางที่เป็น กระเป๋าเดินทางราคาถูก หาซื้อได้ง่าย หลากหลายรูปแบบ และฟังก์ชั่น รวมถึงตอบโจทย์การเดินทางของคุณได้อย่างดีอีกด้วย ก็คือ กระเป๋าเป้สะพายหลังนั่นเอง
กระเป๋าเป้สะพายหลังมีข้อดีคือ สามารถพกพาได้ง่าย สะดวก สามารถใส่ของทุกอย่างได้ เหมาะแก่การเดินขึ้นเขา เดินป่า หรือไปทริปแบบสมบุกสมบัน
ส่วนข้อจำกัดของกระเป๋าเป้สะพายหลังที่ทนๆ หรือเหมาะแก่การลุยๆ ของคุณนั้นอาจไม่มีสีสันให้เลือกมากนักเพราะส่วนใหญ่จะเป็นโทนเข้ม มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และกระเป๋ายี่ห้อดีๆ มักราคาแพง
การเลือกกระเป๋าเป้เพื่อใช้ในการเดินทาง
การเลือกกระเป๋าเป้ที่คุณจะต้องการนำมาใส่สัมภาระในการเดินทางของคุณ สามารถเลือกได้ดังนี้
- ควรจะเลือกกระเป๋าเป้สำหรับเดินทางที่มีช่องใส่ของเยอะ เพื่อที่จะได้จัดของตามหมวดหมู่ได้สะดวกและง่ายต่อการหยิบของขึ้นมาใช้
- ควรเลือกที่มีน้ำหนักเบาเพราะต้องแบกไว้ตลอดเวลา
- ควรเลือกซื้อกระเป๋าที่ใช้วัสดุดี กันน้ำ หรือมีที่คลุมกระเป๋ากันน้ำมาให้
- ควรเลือกกระเป๋าที่ทนต่อแรงดึง มีโครงช่วยรับน้ำหนัก
- ควรเลือกกระเป๋าเป้สำหรับเดินทางที่มีส่วนแนบแผ่นหลังที่ระบายความร้อนดี มีช่องลมระบาย
กระเป๋าเป้เดินป่าหรือเดินทางแบบลุยๆ นั้นมีอยู่หลายแบบ เหมาะสำหรับแต่ละโอกาสแตกต่างกันไป เช่น หากจะไปเที่ยว 2 – 5 วัน ก็ควรใช้กระเป๋าขนาด 25 – 32 ลิตร หรือหากไปมากกว่า 1 สัปดาห์ก็ควรใช้กระเป๋าขนาด 40 – 70 ลิตร เพราะต้องแบกของใช้จำเป็น เช่น สบู่ แชมพู ถุงนอน และอุปกรณ์ต่างๆ ไปด้วย อย่างการเดินป่าก็จะต้องแบกพวกอุปกรณ์เดินป่าไปด้วย โดยขนาดนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งของที่จะพกไปด้วยและระยะเวลาที่จะพักแรม หากจำเป็นต้องแบกถุงนอนหรือเต็นท์ไปเองก็ควรเลือกกระเป๋าใบใหญ่ที่จุได้ 40 ลิตรขึ้นไป เป็นต้น
ในการเดินทางท่องเที่ยว หรือเดินทางทำกิจธุระในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน หรือต้องการเดินทางในแบบที่สมบุกสมบัน กระเป๋าเป้าสะพายหลังสามารถตอบโจทย์การเดินทางของคุณได้อย่างดี และทำให้ทริปการเดินทางของคุณผ่านไปอย่างบรรลุวัตถุประสงค์ แต่หากคุณต้องการเลือกซื้อกระเป๋าให้คุ้มค่า ก็จะต้องคำนึงถึงการใช้งานที่ทนทาน และมีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์คุณได้ด้วย
6
ธุรกิจ งาน / เสื้อชั้นใน และความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2018, 06:50:21 PM »
ชุดชั้นใน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการแต่งกายของคนเราทุกเพศทุกวัย แต่สำหรับในเพศชายนั้น อาจไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อชั้นใน แต่ก็ยังต้องสวมใส่กางเกงใน เพื่อรองรับสรีระ และคล่องตัวในการดำเนินชีวิต ทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าชุดชั้นใน และเสื้อชั้นในนั้น มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต ช่วยให้กระชับ คล่องตัว และมีความมั่นใจในการสวมใส่เสื้อผ้า รวมไปถึงการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หากเลือกอย่างไม่เหมาะสม หรือเลือกใส่อย่างไม่มีคุณภาพ ก็จะส่งผลต่อความมั่นใจ และความคล่องตัวด้วย

การซักเสื้อชั้นใน
วิธีการซักเสื้อชั้นในคือ
- แยกเสื้อชั้นในสีออกจากเสื้อชั้นในขาว หากตัวไหนมีฟองน้ำเสริมให้เอาออกด้วย
- จากนั้นแช่เสื้อชั้นในลงในน้ำยาซักผ้า
- จากนั้นนำมาล้างน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง โดยหลีกเลี่ยงการบีบ หรือบิดเพราะจะทำให้เสื้อชั้นในเสียทรง
- หากจะซักเสื้อชั้นในภายในเครื่องซักผ้าก็ควรนำเสื้อชั้นในใส่ในถุงถนอมผ้า แล้วเกี่ยวตะขอเสื้อชั้นในให้เป็นทรงเหมือนใส่ทุกตัว ก่อนจะวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ
- การแขวนนั้นให้แขวนโดยใช้ไม้แขวนเสื้อ แล้วใช้สายเสื้อชั้นในคล้องให้เสื้อชั้นในสมดุลกัน ควรตากเสื้อชั้นในในที่ร่ม หลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดโดยตรง

เสื้อชั้นในทอม
เสื้อชั้นในทอมหรือ เสื้อกล้ามทอม ถูกผลิตขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการ และความมั่นใจในการดำเนินชีวิตของบรรดาสาวหล่อ ซึ่งในปัจจุบันนี้หาซื้อได้ง่าย และมีคุณภาพ รวมถึงมีหลายแบบให้เลือก

เสื้อกล้ามทอมถูกออกแบบเพื่อการเก็บกระชับส่วนเกินทั้งหน้าอกและหน้าท้อง ดังนั้น เนื้อผ้าจึงมีการรัดรั้ง และจำเป็นต้องใส่แล้วแนบ (ฟิต) กับร่างกายเป็นอย่างมาก  เพราะฉะนั้นเมื่อสวมใส่ใน 1-2 ครั้งแรกสำหรับคนที่ไม่เคยสวมใส่มาก่อนอาจจะอึดอัด และรู้สึกว่าสวมใส่ยาก ที่เป็นแบบนี้เพราะสาเหตุจากการที่เราไม่เคยชินกับการสวมเสื้อแนบกระชับแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อสวมใส่ไปสักพักเราจะเคยชินเอง และเนื้อผ้ารูปทรงจะเริ่มเข้ากับบอดี้ของเราเองจึงใส่ง่ายขึ้น อีกทั้งอาจเป็นเพราะเนื้อผ้ายังใหม่อยู่ไม่ได้ผ่านการยืดสวมใส่มาก่อน จึงแน่นมากเมื่อใส่ในครั้งแรกๆ จึงควรสวมใส่ในขณะที่ตัวแห้งสนิท หรือโรยแป้งเมื่อรู้สึกว่าสวมใส่ยากเพื่อให้เกิดความลื่น การใส่และการถอดเสื้อกล้ามทอมนั้นมีบอกไว้มากมายทางอินเทอร์เน็ตให้คุณได้ศึกษาได้

เสื้อชั้นในมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้หญิงและสาวหล่อทั้งหลายอย่างมาก สิ่งที่สำคัญมากก็คือการเลือกอย่างมีคุณภาพ เลือกขนาดที่เหมาะสม และสวมใส่อย่างถูกวิธี เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถมั่นใจได้ในการทำทุกกิจกรรมแล้วล่ะค่ะ
7
เสริมสวย สุขภาพ / ข้อแนะนำในการบำรุงผิวหน้าโดยเภสัชกร
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2018, 07:55:22 AM »
การบำรุงผิว ไม่ได้จะได้ผลดีกับทุกคนเพราะว่าบางคนอาจจะมีวิธีการหรือว่าลำดับในการบำรุงผิวหน้าที่ยังไม่ถูกวิธีการก็เป็นได้ ดังนั้นหากมีความต้องการในการที่จะบำรุงหน้าให้ได้ผลดีอย่างสูงสุดคือ ลงทุนซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพงอย่าง joliena plus มาใช้มันก็ควรที่จะได้ผลดีด้วย ซึ่งปัจจัยในการที่จะทำให้การบำรุงหน้านั้นได้ผลนั้นมันขึ้นอยู่กับอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง เช่น หลายอย่างประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ความเหมาะสมกับสภาพผิว สภาพผิวแต่ละอย่างและสุดท้ายที่จะลืมไปไม่ได้เลยคือ  ขั้นตอนการบำรุงผิว หรือ ลำดับการทาครีม นั้นเองเพื่อให้แต่ละอย่างนั้นทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีที่สุดนั้นเอง ซึ่งปกติลำดับในการที่จะดูแลผิวหน้าก็ไม่ได้มีอะไรมากส่วนมากจะมีลำดับง่ายๆคือ  ทำความสะอาดผิวก่อนแล้วตามด้วยการปรับสภาพผิวแล้วจึงทาผลิตภัณฑ์แก้ไขปัญหาผิวเฉพาะจุด เช่น การรักษาสิว รักษาฝ้า รักษากระหรือแม้นแต่ริ้วรอยด้วย แล้วจึงมาทำการลงผลิตภัณฑ์บำรุงทั่วหน้า  ซึ่งเภสัชกรได้ทำการสรุปขั้นตอนของการที่จะบำรุงผิวหน้าตั้งแต่แรกจนถึงขั้นตอนการหลับมาฝากกันดังต่อไปนี้ ในขั้นตอนการบำรุงผิว เพื่อให้ผิวหน้าได้รับความชุ่มชื้น

ขั้นตอนที่ 1 ทำความสะอาดผิว ทำความสะอาดผิว คือ เช้าและเย็นทำเหมือนกันคือ การล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ หมวดล้างหน้า ส่วนช่วงเวลาเย็น ก็แค่ทำความสะอาดผิวหน้าจากเครื่องสำอางและเมคอัพ ด้วยผลิตภัณฑ์ในหมวดการทำความสะอาดเครื่องสำอาง
ขั้นตอนที่ 2 ปรับสภาพผิวหน้าของเราในตอนเช้าและเย็นด้วยผลิตภัณฑ์ในหมวดโทนเนอร์เพื่อเตรียมบำรุงผิวหน้าอีกครั้งหนึ่ง
ขั้นตอนที่ 3 การสครับผิวหน้าเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว  เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้สม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ หมวดผลัดเซลล์ผิว ความถี่ในการใช้ขึ้นกับสภาพผิวไม่ควรมากกว่า 3 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์
ขั้นตอนที่ 4 ใช้ผลิตภัณฑ์แก้ไขปัญหาผิวเฉพาะจุด เช่น ปัญหาสิว ปัญหาฝ้า กระจุดด่างดำหรือว่าแม้นแต่ปัญหาริ้วรอยได้ที่ช่วงเช้าและเย็นสามารถที่จะใช้ในการทาได้เลย
ขั้นตอนที่ 5 บำรุงด้วยการเติมความชุ่มชื้นและปิดล็อกไม่ให้ความชุ่มชื้นใต้ผิวระเหยออก
ขั้นตอนที่ 6 ขั้นตอนสุดท้ายในการปกป้องผิวก่อนออกจากบ้านด้วยการปกป้องกันรังสี UV ที่เป็นตัวการในการทำร้ายและทำลายผิว ขั้นตอนที่ 7 ทำทรีทเม้นพิเศษก่อนนอน ด้วยการพอกหน้าและลำคอ สัปดาห์ละ 2 ครั้งจะใช้สูตรตามธรรมชาติหรือว่าตัวทำทรีทเม้นท์สำเร็จรูปก็ได้
8
ธุรกิจ งาน / พฤติกรรมที่ทำให้ผมเกิดรังแค
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2018, 07:07:09 PM »
การที่จะมีผมสวยสุขภาพดี ปราศจากปัญหาผมร่วงจนต้องหาแชมพูมาแก้อาการ หรือว่าปัญหารังแค ปัญหาผมร่วง จนกลายเป็นผมบางและปัญหาศีรษะล้านในผู้ชาย นั้นนอกจากจะเกิดจากการขาดการบำรุงหรือว่าขาดในเรื่องของการรับประทานเรื่องของอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน ที่ไม่มีประโยชน์หรือว่าไม่เพียงพอ ดังจะเห็นจากคนลดความอ้วนที่ผมจะไม่สวย เพราะว่าร่างกายจะต้องกักตุนอาหารเอาไว้เลี้ยงร่างกายจึงไม่ไปถึงเส้นผม นั้นเอง ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าอาหารการกินสำคัญยิ่ง และต่างก็มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องในการเสริมสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ด้วย ร่างกายที่ขาดซึ่งสารอาหารนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ ผมจะสวย โดยเฉพาะคนที่ลดความอ้วนแบบอดอาหาร  คุณแม่หลังคลอด เป็นต้น นอกจากเรื่องของอาหารการกินแล้วพฤติกรามบางอย่างเราก็สมควรในการที่จะละเว้น เพื่อให้ไม่เกิดปัญหาต่อผมสวยๆและหนังศีรษะของเรานั้นเอง
1. พฤติกรรมการสระผม ไม่น่าเชื่อเลยว่ามีผลต่อสุขภาพผม การสระผมที่พอดีเท่านั้นจึงทำให้สุขภาพผมดี เช่น
การสระผมบ่อยเกินไป ไม่ใช่เรื่องดีเลย หลายๆคนเข้าใจผิดกันเสมอมาว่าการสระผมบ่อยดีมันทำให้ผมยาวไว ทำให้ผมสะอาด สุขภาพดี ที่จริงไม่ใช่เลยมันทำให้ผมนั้นแห้ง เพราะว่าน้ำมันตามธรรมชาตินั้นหลุดไปกับการสระผมที่บ่อย สุดท้ายเกิดปัญหาหนังศีรษะแห้งจนเกินไป ดังนั้นควรสระผมสัปดาห์ละไม่เกิน 3 ครั้ง
การสระผมน้อย การสระผมเป็นประจำ ทำให้สิ่งสกปรกที่เราไปพบเจอในแต่ละวันมันหมักหมม ก่อตัวจนทำให้เกิดเป็นรังแคได้ โดยเฉพาะวันที่เราจะต้องพบเจอกับสภาวะอากาศที่เป็นพิษ เป็นต้น
2. การทำผมบ่อยครั้งมากจนเกินไป ทำให้หนังศีรษะได้รับสารเคมีเป็นประจำ  เช่น การดัดผม ทำสีการทำทรงผมด้วยเจลต่างๆ เป็นประจำ ล้วนแล้วแต่ทำร้ายเส้นผมทั้งนั้น ทำให้เกิดรังแคตามมา และปัญหาผมร่วงนั้นเอง
3. อายุ ฮอร์โมนและความเครียด ทำให้เกิดปัญหารังแคตามมาแบบไม่น่าเชื่อ ปกติแล้วเชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) จะอาศัยอยู่ที่หนังศีรษะอยู่แล้ว แต่เมื่อใดเมื่อเกิดความเครียดหรือว่ามีอายุทีเพิ่มขึ้น หรือว่ามีประจำเดือนก็อาจจะเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิม ทำให้เกิดการสร้างและผลัดเซลล์ผิวหนังที่เร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดรังแคตามมา จนจะต้องใช้ แชมพูแก้ผมร่วง จนได้
4. ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ความร้อนที่มากจนเกินไป หรือว่าอากาศหนาว ทำให้ หนังศีรษะมันหรือว่าแห้ง ซึ่งก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดรังแคขึ้นได้เช่นกัน
9
เมื่อคุณมีรูปร่างใหญ่ คุณมักจะหงุดหงิด และลำบากในการเลือกเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้บางประเภท ซึ่งหมายถึงกระเป๋าด้วย

แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ ถึงคุณจะเป็นคนที่มีรูปร่างใหญ่มองดูไม่สมส่วน คุณก็สามารถเลือกกระเป๋าที่เหมาะกับคุณได้ง่ายๆ ดังนี้

สาวสะโพกใหญ่
ต้องดึงจุดสายตาออกมาจากสะโพกให้ได้โดยให้มองขึ้นมาที่ช่วงบนแทนดังนั้นจึงควรใช้กระเป๋าสะพายขนาดกลางๆ ที่มีสีสันเตะตายิ่งเว่อร์ยิ่งดีเป็น Shoulder bag ที่สายไม่ยาวมากให้อยู่ระดับเหนือสะโพกพอตัวกระเป๋าเหน็บอยู่ข้างๆแขนแทน

สาวหน้าอกใหญ่
สาวที่มีช่วงอกใหญ่และมีช่วงไหล่หนาให้เลิกใช้กระเป๋าใบเล็กที่มีหูหิ้วสั้นๆไปเลยแต่ควรหันใช้กระเป๋าสะพายข้างสายยาวหรือทรง messenger ก็ได้หรืออาจจะใช้กระเป๋าที่คล้องแขนแบบ HERMES BIRKIN ไปเลยก็จะดีมาก

สาวร่างใหญ่
อย่าคิดว่าตัวใหญ่แล้วไม่ควรใช้กระเป๋าใบใหญ่การใช้กระเป๋าใบเล็กสิยิ่งทำให้คุณดูตัวใหญ่ขึ้นแต่ควรเลือกใช้กระเป๋าใบใหญ่สีสันสดใสดึงดูดความสนใจแทนจะดีกว่ารวมไปถึงอาจหยิบคลัทช์ใบใหญ่มาถือ ควรลืมคลัทช์ใบเล็กหรือกระเป๋าถือใบจิ๋วไปได้เลย

เคล็ดลับไปในการเลือกกระเป๋า
เคล็ดลับเล็กน้อยสำหรับการดูแลกระเป๋า คือ
- กระเป๋าหนังจะดูแลง่ายที่สุด แต่ต้องระวังอย่าให้โดนพวกแอลกอฮอล์ อย่างทินเนอร์ หรือยาล้างเล็บ
- ในช่วงปลายฤดูฝนหรือยังคงมีฝนตกแบบนี้ ควรเลี่ยงกระเป๋าพวกไมโครไฟเบอร์ เพราะแบบนี้จะเสียง่ายเมื่อโดนน้ำบ่อย ควรเลือกเป็นผ้าร่มจะดีกว่า
- ถ้าเป็นกระเป๋าผ้าสีๆ ควรถามคนขายก่อนซื้อว่าสีตกหรือไม่

ในการผลิตกระเป๋า โรงงานผลิตกระเป๋า จะผลิตกระเป๋าออกมาอย่างมีคุณภาพ สีสัน ลักษณะ รูปร่างที่แตกต่างกันออกไป คุณควรเลือกใช้โดยคำนึงถึงการใช้งานที่เหมาะสม ลักษณะกระเป๋าที่เข้ากับรูปร่างของเรา คำนึงถึงคุณภาพ และเลือกโดยคำนึงถึงการดูแลต่างๆ ด้วย ก็จะเลือกได้อย่างคุ้มค่า
10
เฟอร์นิเจอร์ / การเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องภายในบ้าน
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 25 ตุลาคม 2018, 08:05:09 AM »
สำหรับการออกแบบตกแต่งแล้วต้องอาศัยการสังเกตและศึกษาสไตล์ด้วย ว่าสไตล์ต่างๆ มีลักษณะ รายละเอียดอย่างไร เช่น ถ้าชอบการตกแต่งภายในบ้าน สไตล์หวานๆ ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ในโทนสีพาสเทลเป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่าโทนสีมืด ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังสามารถผสมผสานสไตล์กันได้บ้าง ตามแต่ความชอบชองแต่ละคน สำหรับแบบของเฟอร์นิเจอร์สามารถที่จะเลือกซื้อจาก โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ เพราะนอกจากจะได้เฟอร์นิเจอร์ที่หลากหลายแล้วยังได้เฟอร์นิเจอร์ราคาถูกอีกด้วย สำหรับเรื่องการเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องภายในบ้านนั้น สามารถทำได้ดังนี้

1. ห้องนอน เป็นการออกแบบตกแต่งและการเลือกเฟอร์นิเจอร์ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของห้องเป็นสำคัญ แต่ก็ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วยการเลือกเตียงควรมีขนาดที่พอดี เพื่อให้มีพื้นที่ในห้องเหลือพอที่จะใช้เป็นทางเดินและทำความสะอาดได้สะดวก แต่ทั้งนี้ก็ต้องสามารถนอนได้สบาย การเลือกเตียงแบบมีขาเป็นที่นิยมในสมัยนี้ เพราะทำให้ดูโปร่งโล่ง และทำความสะอาดได้ ไม่เก็บฝุ่น แต่บางคนชอบเตียงทึบ เพราะดูแข็งแรง ก็แล้วแต่ความนิยม

2. ห้องทำงาน ถ้าเป็นการทำงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ควรเลือกโต๊ะที่มีที่วางแป้นพิมพ์แบบลิ้นชัก ส่วนเก้าอี้ ก็ควรเป็นเก้าอี้นั่งทำงานโดยเฉพาะเพื่อรองรับแผ่นหลังและสรีระ แต่ถ้านั่งทำงานแบบนั่งเขียน การเลือกชุดโต๊ะทำงาน ก็สามารถเลือกได้ยืดหยุ่นกว่า อาจเลือกแบบตามความชอบได้เลย นอกจากโต๊ะและเก้าอี้ ชั้นวางหนังสือก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญมาก ควรเลือกแบบที่มีโครงสร้างแข็งแรง เพราะต้องรองรับหนังสือปริมาณมาก ควรเลือกตู้แบบมีบานปิดตู้ แต่ถ้าชอบแบบโปร่งโล่ง ก็เลือกชั้นที่ไม่มีแผ่นปิดด้านหลังตู้ ก็ทำให้ห้องทำงานดูทันสมัยมากขึ้น

3. ห้องรับแขก เฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย ก็คือโซฟาและเก้าอี้ การเลือกขนาดให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง ถ้าห้องพื้นที่น้อย การใช้โซฟาแบบสองที่นั่งจะประหยัดพื้นที่และสะดวกต่อการนั่งสนทนา อาจใช้เก้าอี้เสริมที่ยกเก็บได้ในเวลาที่แขกมาเป็นจำนวนมาก โซฟาขนาดสามที่นั่งน่าจะเหมาะกับห้องที่มีพื้นที่พอสมควร และต้องการการใช้งานเพื่อนอนชั่วคราวในบ้างครั้ง ส่วนการกำหนดความสูงเตี้ยของโซฟานั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจและรสนิยมของเจ้าของบ้าน
หน้า: [1] 2 3 ... 10

SMF 2.0.4 | SMF © 2011, Simple Machines